หน้าหลัก / ทำไมประเทศไทยจำเป็นต้องมีพระราชบัญญัติควบคุมการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2556



 

ทำไมประเทศไทยจำเป็นต้องมีพระราชบัญญัติควบคุมการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2556

 

สถานการณ์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ในปัจจุบันประเทศไทยมีโอกาสผลักดันนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เนื่องจากมีการเคลื่อนไหวเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในระดับโลก เช่น นโยบาย Every Women Every Child ขององค์การสหประชาชาติและองค์การอนามัยโลก รวมถึงความพยายามของประเทศไทยในการผลักดันให้หลักเกณฑ์ว่าด้วยการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กเป็นกฎหมาย การจัดตั้งมุมนมแม่ในสถานประกอบการ และที่สำคัญการมีโครงการ “สายใยรักแห่งครอบครัว” ในพระดำริ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งทำให้สังคมเกิดความตระหนักในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพิ่มมากขึ้น


จากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยครั้งที่ 4 พ.ศ. 2551-2552 (รูปที่1) พบว่าอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวจนครบ 6 เดือน ลดลงจากอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวจนครบ 3 เดือน อย่างเห็นได้ชัด
 

 

              รูปที่ 1: อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ พ.ศ. 2551-2552
ที่มา: รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยครั้งที่ 4 พ.ศ. 2551-2552


ทั้งนี้ ประเทศไทยยังมีช่องว่างที่ทำให้การขับเคลื่อนเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นไปได้ยาก เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายที่ควบคุมการโฆษณาและการตลาดของอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก แต่เป็นเพียงหลักเกณฑ์ว่าด้วยการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็ก และมาตรการ ปกป้องมารดาและทารก แต่ไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย จึงทำให้มีการละเมิดหลักเกณฑ์ว่าด้วยการตลาดอาหารสำหรับเด็กและทารกและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องอยู่ในปัจจุบัน


นอกจากนั้น รายงานการวิเคราะห์ข้อมูลของ The 2009 Reproductive Health Survey พบว่า มารดาหลังคลอดไม่เกิน 6 เดือนที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียว มีเพียงร้อยละ 15.1 และเมื่อแบ่งตามภูมิภาค
จะพบว่าในกรุงเทพฯ มีอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวน้อยที่สุด (ร้อยละ 1.7) และภาคเหนือเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวมากที่สุด (ร้อยละ 35.5) ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ที่ไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวคือ น้ำนมผลิตไม่เพียงพอ (ร้อยละ 52.6) และ ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน (ร้อยละ 33.8)


จากรายงานผลการสำรวจสถานการณ์เด็กในประเทศไทย ระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2548 ถึง กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 พบว่าทารกช่วงอายุ 0-5 เดือน กินนมแม่เพียงอย่างเดียวร้อยละ 5.4 เมื่อพิจารณาเป็นภูมิภาคจะพบว่าทารกอายุ 0-5 เดือนในภาคเหนือมีอัตราการได้กินนมแม่อย่างเดียวมากที่สุด (ร้อยละ 10.9) และภาคกลาง (รวมกรุงเทพฯ) จะได้ดื่มนมแม่เพียงอย่างเดียวน้อยมาก (ร้อยละ 2.4)


ปัจจัยที่ส่งผลให้แม่ยุติการให้นมบุตร คือ แม่จะต้องรีบกลับไปทำงานจึงทำให้ระยะเวลาให้นมบุตรน้อยลง รวมถึงการที่นมไม่เพียงพอ ความกลัวน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลง การอดนอน กลัวการหย่อนคล้อยของเต้านม ความเหนื่อยอ่อน เหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เริ่มต้นหยุดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่


นอกจากนี้การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ และการตลาดผลิตภัณฑ์อาหารทารกและเด็กเล็กในรูปแบบต่างๆ ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไปทั่วโลก และไม่มีมาตรการในการควบคุม ดังนั้นการประชุมสมัชชาอนามัยโลก พ.ศ. 2524 จึงมีมติ ให้แต่ละประเทศไปดำเนินการจัดทำเป็นกฎหมาย หรือ กฎระเบียบที่เข้มแข็ง จึงทำให้ในปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุข มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ว่าด้วยการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง พ.ศ. 2551 โดยมุ่งหมายในการส่งเสริมให้ทารกได้รับการเลี้ยงด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน หลังจากนั้นยังคงได้รับนมแม่ควบคู่ไปกับอาหารเหมาะสมตามวัยจนอายุครบ 2 ปี และได้รับอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณค่าอย่างเพียงพอ สอดคล้องกับการเจริญเติบโตและพัฒนาการตามวัย


แต่ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ว่าด้วยการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก ยังไม่ได้เป็นกฎหมายจึงไม่สามารถเอาผิดและลงโทษผู้ละเมิดได้ จึงจำเป็นต้องใช้พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ซึ่งมีปัญหาไม่ครอบคลุมถึงการกำกับดูแลการตลาดในรูปแบบใหม่ๆ และไม่ครอบคลุมตามข้อกำหนดของหลักเกณฑ์ว่าด้วยการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก[10]

 

ดังนั้น การปรับปรุงกฎหมาย และหลักเกณฑ์ว่าด้วยการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก รวมถึงกฎหมาย ประกาศ หรือ หลักเกณฑ์อื่นๆที่เกี่ยวข้อง ให้ทันต่อการรับมือในสถานการณ์ปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องมีการประเมินผลกระทบที่เกิดจากแผนการตลาดของบริษัทอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กซึ่งจะสามารถใช้เป็นเครื่องมือป้องกันกลยุทธ์การตลาดที่ขาดจริยธรรม โดยการคุ้มครองแม่จากการได้รับอิทธิพลการโฆษณา ที่ทำให้แม่เข้าใจผิดว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมผงไม่แตกต่างจากการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และเป็นการปกป้องสิทธิที่เด็กควรได้รับนมแม่ ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กของสหประชาชาติ (Convention on the Rights of the Child: CRC)


จากการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3 ประจำปี พ.ศ. 2553 ได้มีมติในประเด็นการควบคุมกลยุทธ์การตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก ดังนี้

 

  1.  ดำเนินการควบคุมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก ตามหลักเกณฑ์ว่าด้วยการตลาดสำหรับทารกและเด็กเล็กและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง พ.ศ. 2551 โดยใช้พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522เป็นเครื่องมือและสร้างการมีส่วนร่วมที่นำไปสู่การปฏิบัติโดยเฉพาะการให้ความรู้ การสร้างกระแสและการเฝ้าระวังการตลาดจากภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน
  2. พัฒนาและผลักดันร่างพระราชบัญญัติการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2522 ให้สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2555 โดยจัดให้มีกลไกดำเนินการ และใช้หลักเกณฑ์ว่าด้วยการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง พ.ศ. 2551 เป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานขั้นต่ำ ภายใต้พระราชบัญญัติดังกล่าวให้มีการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยพิจารณาใช้ทุนการดำเนินงานจากภาษีการนำเข้าหรือรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมผสมจากต่างประเทศในลักษณะเดียวกับกองทุนสำหรับการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งเป็นแบบอย่างความสำเร็จของไทยและเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ
  3. พัฒนากลไกการปฏิบัติ ระบบการติดตามประเมินผล และระบบการรายงานผล โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งระดับท้องถิ่น จังหวัด ประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศ